๑.การจัดศพของชาวบ้านโดยทั่ว
ๆ ไป
๒.การจัดศพของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์
๓.การจัดศพของพระสงฆ์-สามเณร
 |
ลักษณะการจัดศพให้แก่คนตายนั้น
ด้วยความเชื่อที่มีของคนล้านนาที่มีมาแต่ดั่งเดิมในความเชื่อเรื่องผีไม่ว่าจะเป็นผีบรรพบุรุษเช่นผีปู่ย่า
ผีบ้านผีเรือน ผีเสื้อบ้านเสื้อเมือง ผีเสื้อวัด
แม้แต่ผีที่อยู่ตามไร่นาป่าเขาและต้นไม้ใหญ่ เป็นต้นซึ่งบรรดาผีเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนล้านนาให้ความเชื่อและนับถือมาก่อนที่จะได้รับเอาพระพุทธศาสนา
เมื่อหันมานับถือพระพุทธศาสนา คนล้านนาก็ได้ยกระดับความเชื่อเดิมให้สูงขึ้นซึ่งพุทธศาสนาเองก็มิได้ขัดขวางหรือรังเกียจบางทีก็ให้การสนับสนุนเสียด้วยซ้ำโดยยกผีเหล่านั้นให้เป็นเทวดาในพระพุทธศาสนามีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา
รักษาบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยมีพระสงฆ์เป็นตัวกลางในการเชื่อมประสาน
เพราะคนล้านนามีพื้นฐานความเชื่อมาจากผี ดังที่อภิธาน
สมใจได้กล่าวไว้ในหนังสืองานศพล้านนาปราสาทนกหัสดีลิงค์สู่ไม้ศพว่า
...โลกทัศน์เบื้องหลัง พิธีกรรมเพื่อคนตายของชาวล้านนา
จึงมีอยู่สองแนวคิดหรือสองกระแสด้วยกันคือ
๑. โลกทัศน์ในวัฒนธรรมพื้นบ้านดั้งเดิมว่าด้วย
ชีวิตมนุษย์ในโลกนี้กับชีวิตผีวิญญาณอื่นทีซ่อนอยู่ในโลกนี้อันเป็นวัฒนธรรมชาวบ้านสามัญชน
|
๒.
โลกทัศน์ในวัฒนธรรมของชนชั้นผู้นำว่าด้วย
จักวาลวิทยาในพุทธรรมหรือไตรภูมิวิทยา อันเป็นวัฒนธรรมนำเข้าโดยพระสงฆ์และชนชั้นผู้ปกครองหรือที่เรียกว่า
วัฒนธรรมหลวง
การจัดพิธีกรรมให้กับผู้เสียชีวิตนั้นจะมีความเชื่ออยู่
๒ อย่างที่ผสมผสานกันอยู่นั่นคือ ความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญาณ
คาถาอาคมต่าง ๆ เพื่อป้องกันวิญญาณของคนตายมารังควาน
ส่วนอีกความเชื่อนั่นคือความเชื่อในพุทธศาสนาที่กล่าวถึงการสร้างคุณความดีเพื่อให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีและการอุทิศสิ่งของไปหาผู้ตาย
ความเชื่อทั้ง ๒ กระแสได้ก่อให้เกิดการผสมผสานกันกลายเป็นวัฒนธรรมและจารีตที่ยึดถือปฏิบัติกันต่อ
ๆ มา มิใช่เท่านั้นการสิ้นชีวิตของบุคคลผู้หนึ่งยังเป็นการแสดงออกถึงสถานะภาพและความสำคัญของของผู้ที่เสียชีวิตและความสำคัญของบุคคลผู้ที่สิ้นชีวิตไปและบรรดาญาติ
ๆ ในล้านนามีผู้คนอยู่กันมากมายหลายกลุ่มแต่ละกลุ่มก็ยังมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปมีการถึงอย่างนั้นก็ตามก็หาใช่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันเพราะคนล้านนานั้นมีสิ่งที่เชื่ออย่างดียวกันนั่นคือระบบความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ
และหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ซึมซาบเข้าไปทุกกิจกรรมอย่างของคนล้านนาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย
มิใช่แต่เพียงเท่านั้นยังได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของคนเอาว่าคนกลุ่มใดมีหน้าเช่นใด
ควรปฏิบัติอย่างไร เป็นต้น และหากจะกล่าวถึงชนชั้นในล้านนาก็อาจจะแบ่งออกได้เป็น
๓ กลุ่มคร่าว ๆ ดังนี้ |
๑.กลุ่มชนชั้นปกครอง
อันได้แก่พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์และบรรดาขุนนางเป็นต้น
กลุ่มนี้มีหน้าที่ปกป้องรักษาบ้านเมืองให้พ้นจากข้าศึกศัตรูมารุกราน
บริหารบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ทำนุบำรุงศาสนา
๒.กลุ่มชนชั้นผู้ถูกปกครอง
อันได้แก่ ประชาชนโดยทั่วไป ต้องปฏิบัติตามระบบแบบแผนที่ทางชนชั้นปกครอง
ประพฤติตนอยู่ในกรอบของพุทธศาสนา
๓.กลุ่มพระสงฆ์
ผู้ที่ทำหน้าที่เผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา
หากว่ามีบุคคลใดในกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์พระราชวงศ์สิ้นพระชนม์ลงหรือแม้แต่พระสงฆ์ถึงแก่มรณภาพไปก็จะมีการจัดศพให้ยิ่งใหญ่กว่าบุคคลธรรมดาสามัญทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าบุคคลนั้นเมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วก็จะกลับไปสู่ภพภูมิที่มาหรือไปบังเกิดในภูมิที่สูงกว่า
เพราะถือว่า พระมหากษัตริย์เป็นผู้มีบุญญาธิการ ยิ่งกว่าสามัญชนโดยทั่วไปเกิดมาเพื่อสร้างบารมี
ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำปราสาทขึ้นโดยอิงอาศัยคติของจักวาลทางพระพุทธศาสนาโดยถือว่าพระมหากษัตริย์นั้นเป็นผู้ที่ถือกำเนิดมาจากสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นเทวดาที่สถิตอยู่
ณ เหนือยอดเขาพระสุเมรุ ลงมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อสร้างสมบุญบารมีให้ยิ่งขึ้นไป
เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วก็จะกลับไปอยู่ ณ สถานที่เดิม
เพื่อเป็นการแสดงให้ถึงสัญลักษณ์เช่นว่านั้นจึงมีการสร้างปราสาท
พร้อมทั้งจำลองจักรวาลตามคติพุทธศาสนาให้บรรดาชนเหล่าอื่นได้เห็นและรับรู้ถึงสถานะภาพนั้นและแสดงสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะปกครองบ้านเมืองของเชื้อพระวงศ์องค์ต่อไปเพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ที่มาช่วยมนุษย์ทั้งมวลให้ได้รับความสุขพ้นจากความทุกข์
ส่วนพระสงฆ์นั้นถึงแม้ว่าจะมิใช่เชื้อพระวงศ์ก็ตามแต่ก็เป็นผู้ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบสืบทอดพระศาสนาอีกทั้งเป็นผู้ที่ชนทุกชั้นให้ความเคารพ
เมื่อยังไม่สิ้นกิเลสหลังจากมรณภาพไปก็จะไปบังเกิดในภูมิที่สูงกว่าสวรรค์หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า
ไปเกิดเป็นพรหมในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับชาวบ้านทั่ว ๆ ไปก็ถือคติว่าเมื่อประพฤติดีตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้วสุดท้ายเมื่อสิ้นชีวิตไปก็จะได้เสวยสุขในสวรรค์เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็จะได้เกิดในตระกูลของคนมีศีลธรรมมีทรัพย์สินเงินทอง