|
Untitled Document
|
ประวัติที่มาของปราสาท |
/
หน้า 1 |
000 |
|
สำหรับปราสาทที่ใส่ศพของคนในล้านนานั้นหากจะค้นหากันว่ามีรูปร่างกันอย่างไรมีการใส่ปราสาทครั้งแรกเมื่อใดนั้นเป็นเรื่องยากที่จะบอกให้ทราบได้
แต่จากบันทึกที่ได้จากตำนานต่าง ๆ ก็พอที่จะกล่าวได้ว่าการใช้ปราสาทใส่ศพนั้นคงจะมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่ลักษณะของปราสาทก็ดี นกหัสดีลิงค์ก็ดียังไม่อาจที่จะกำหนดให้แน่นอนลงไปว่ามีรูปร่างกันอย่างไร
เพราะเป็นการบอกกล่าวกันอย่างกว้าง ๆ เหตุที่ต้องใช้ปราสาทและแยกต่างหากจากคนทั่ว
ๆ ไปก็อย่างที่ได้อธิบายไปแล้วว่า เป็นผู้ที่ถือกำเนิดมาจากสวรรค์
ลงมาสร้างสมบารมี เมื่อมีชีวิตอยู่ก็อยู่ในปราสาทราชวัง ตายไปแล้วก็ควรจะมีปราสาทเป็นที่เก็บร่างกายแล้วก็เผาไปพร้อมกันด้วยถือว่า
ปราสาทนั้นก็เป็นเครื่องสักการะอย่างหนึ่ง อย่างพงศาวดารเมืองเชียงตุงที่เรียบเรียงโดย
อาจารย์ทวี สว่างปัญญางกูรได้กล่าวถึงงานศพของเจ้าสามหรือเจ้าจุฬามณี
สิรเมฆภูมินทนรินทาเขมาธบติราชาว่าเลียนแบบมาจากการจัดงานศพของเจ้าเจ็ดพันตู
ซึ่งเป็นราชโอรสของพระเจ้าผายูกษัตริย์ราชวงศ์มังรายลำดับที่
๘ พระองค์ทรงส่งเจ้าเจ็ดพันตูมาครองเมืองเชียงตุงเมื่อพระชนม์ได้
๑๗ ชันษาและสิ้นพระชนม์เมื่ออายุได้ ๒๙ ชันษาว่า...ด้านเมืองเชียงตุง
พระยาเมืองเชียงจีนเป็นประธาน พร้อมกับท้าวพระยา พวก นายข้า
เจ้า ได้จัดงานศพตามแบบอย่างเจ้าเจ็ดพันตู สัตตพันธุราชาดังนี้
ผ้าประดับแก้ว ๑๕ ชั้น หน้าแว่น ๔ หน้า มี ๘ แห่ง ดอกแก้วพอกคำตัน
๑๔ ชั้น ขันคว่ำขันหงายใส่ปิ่นแก้ว หน้าวัวติดทองคำเทวบุตรมี
๔ องค์ รูปเทวบุตร ๔ องค์ รูปเทวดามี ๔ องค์ นั่งคุกเข่าเหนือสัสดีลิงราชาหงส์
๒ ตัว ตั้งเหนือราชรถ ประเพณีมีฉะนี้
อีกแห่งหนึ่งคือบันทึกการจัดงานศพของพระนางวิสุทธิเทวีดังปรากฏในพงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร
(แช่ม บุนนาค)ที่กล่าวไว้แต่เพียงว่า...ลุศักราช ๙๔๐ ปีขาล สัมฤทธิศก
เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ นางพระยาวิสุทธิราชเทวีผู้ครองนครพิงค์เชียงใหม่ถึงพิราลัย
พระยาแสนหลวงแต่งการศพทำเป็นพิมานบุษบก ตั้งบนหลังนกหัสดินทร์ขนาดใหญ่รองด้วยเลื่อนแม่สะดึง
เชิญหีบพระศพขึ้นไว้ในบุษบกนั้นแล้วฉุดชักไปด้วยแรงคชสาร เจาะพังกำแพงเมืองไปถึงทุ่งวัดโลก
ก็กระทำฌาปนกิจ ถวายเพลิง ณ ที่นั้น เผาพร้อมทั้งรูปสัตว์และวิมานที่ทรงศพนั้นด้วย
จึงเป็นธรรมเนียมลาวในการปลงศพเจ้าผู้ครองนครทำเช่นนี้สืบกันมา...และปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงแสนซึ่งอยู่ในตำนานสิงหนวัติประชุมพงศาวดารภาคที่
๖๑ ก็ได้กล่าวถึงการเอาศพใส่ปราสาทแล้วลากไปเผาของเจ้านายและพระสงฆ์มีความดังนี้
๑. ศักราชได้ ๑๐๔๕ ตัว ราชครูเจ้าวัดหลวงอนิจกรรมไปแล้ว
ใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ ส่งสักการด้วยเรื่อพ่วงกลางแม่น้ำของ(โขง)
ถึงเดือน ๑๒ สมเด็จเจ้าวัดป่างัวเชียง อนิจกรรมไปก็ใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการฉันเดียวกันนั้นแล
๒. ศักราชได้ ๑๐๕๐ ตัว
มหาป่าเจ้าวัดศรีไชยตนหลวงอนิจกรรมไปแล้วใส่ปราสาทตางลูกนกหัสดีลิงค์
ส่งสักการด้วยพ่วงแพ
๓. ศักราชได้ ๑๐๕๗ ตัว
ฟ้าหลวงกินเมืองได้ ๔ ปีแล้วก็จุติตายไปแล แล้วก็ใส่ปราสาทตางลูกนกหัสดีลิงค์ส่งสักการเสีย
๔. ศักราชได้ ๑๐๕๘ ตัวสมเด็จมหาปาลเจ้าวัดเชตวันก็ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้วใส่ปราสาทลูกช้างเอราวัณส่งสักการด้วยเรือพ่วงกลางน้ำแม่ของที่ท่าหลวงนั้น
๕. ศักราชได้ ๑๐๗๓ ตัว
ปีลวงเม้าเดือน ๕ แมงระฝ่าเจ่สู่งหงวน เมืองเชียงแสนตายแล้ว
แอพระแอ่เป็นจักคายแทนเจ้าลมเสนนาขวาตนน้องเป็นเจ้าฟ้ากินเมืองเชียงแสนที่นี้มาได้
๑๐ ปีก็ถึงอนิจกรรมไป...แปงมหาปราสาทเจ้าฟ้าลมเสนส่งสักการด้วยพ่วงแพที่กลางน้ำแม่ของเสียในวันนั้นแล
๔. ศักราชได้ ๑๐๗๙ ตัว
ปีเมืองเล้า เดือน ๔ มหาป่าวัดศรีไชยตนหน้อยถึงแก่มรณภาพไปแล้ว
ใส่ปราสาทต่างลูกนกหัสดีลิงค์ ส่งสักการแล
๕. ศักราชได้ ๑๐๘๖ ตัว
มหาสังฆราชเจ้า วัดป่าแดงหลวงตนใหญ่ อนิจกรรมไปแล สร้างปราสาทต่างลูกช้างเอราวัณส่งสการ
๖. ศักราชได้ ๑๐๙๐ ตัว
ปีเปิกสัน เจ้าฟ้ายอดคำเมือง กินเมืองมาได้ ๔ ปีอายุได้ ๒๕ ปีก็จุติไปแล้วสร้างปราสาทใส่รูปนกหัสดีลิงค์แล้วส่งสักการเส
|
| |
| |
|